วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560



ทุกๆสิ้นปี ทางวัดถ้ำดอยโตนจะมีการจัดเดินทางเพื่อไปสักการะพระธาตุขุนวาง ที่ประดิษฐานไว้บนยอดดอยผาแง่ม ขุนเขาที่ติดกับสถานีเกษตรหลวงขุนวาง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่





ซึ่งถ้าดูจากรูปด้านบนแล้ว ยอดเขาที่โผล่เป็นยอดให้เห็นนั่นแหล คือที่หมาย อยู่สูงจากที่ยืนถ่ายรูปขึ้นไปราว 100 เมตรได้

การเดินทางมาที่สถานีเกษตรหลวงขุนวางนั้น ปัจจุบันทำได้ง่ายมาก เพราะถนนลาดยาง และ ลาดคอนกรีต ถึงที่ ถ้าไปทางเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ก็จะพบทางแยกมาสถานีนี้เลย



ที่สถานี มีบริการที่พักให้นักท่องเที่ยวได้กางเต้นท์ตลอดทั้งปี พื้นที่จอดรถก็กว้างขวางพอสมควรและมีบรรยากาศที่สวยงามตลอดทั้งปี แต่บางทีก็มีไฟป่าให้ชมด้วยนะ



ทุกๆปีจะมีผู้ที่ทราบข่าวการสักการะพระธาตุเข้ามาร่วมเดินทางด้วยจำนวนหนึ่งประมาณ 40 - 50 คน มากไปกว่านี้ไม่ไหว ไม่มีที่ยืนบนดอย มากันทั้งชาวไทย และชาวเทศ ทั้งคนต่างจังหวัดและชาวบ้านในพื้นที่เอง

การเดินทางเราจะเริ่มเดินทางออกจากวัดถ้ำดอยโตนประมาณ 6 โมงเช้า และมาถึงที่สถานีประมาณเกือบ 7 โมง หลังจากตรวจสอบความพร้อมแล้ว ก็จะออกเดินทางขึ้นดอยกันเลย เพราะทราบดีว่าผู้ร่วมเดินทางมีทุกรูปแบบ ทุกวัย การใช้เวลาขึ้นไปจะไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาขึ้นประมาณ 4 ชั่วโมง ลงประมาณ 3 ชั่วโมงครับ ระยะการเดินทางประมาณ 5 km แต่ต่างระดับประมาณ 100 กว่าเมตร ตอนขึ้นก็ขึ้นอย่างเดียว ส่วนลงก็ลงอย่างเดียวเช่นกันครับ

 

ทางเดินขึ้นตอนแรก ก็ราบเรียบอย่างที่เห็น แต่สักพักก็เปลี่ยนไปเรื่อย จนมุดเข้าป่า ก็จะเจอเฉพาะทางเดินแคบๆแทบจะแซงกันไม่ได้เลยทีเดียว



เส้นทางเดินที่ผ่านนั้น เราก็จะเจอกับไร่สตรอเบอรี่ ซึ่งกำลังสุกแล้ว ใครจะแวะซื้อก็ได้ แต่ถามเรื่องระยะการเว้นวันพ่นยาให้ดีเสียก่อน และที่สำคัญ ห้ามชิมเด็ดขาดนะครับ ที่นี่ไม่ใช่ปลูกแบบปลดสารเคมีครับ

 

เดินผ่านไร่ไปได้สักพักก็เห็นปลายทางอยู่ลิบๆ ข้างบนโน่น ตรงยอดที่เป็นปุ่มนั่นแหละ ต้องปีนขึ้นไปให้ถึง สำหรับท่านที่คาใจว่าจะเหนื่ยไปทำไม เพื่ออะไร ก็ขอชี้แจงว่า การที่ตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วทำมันให้สำเร็จก็เป็นการสร้างกำลังใจที่ดีให้กับตัวเองไว้ไปเผชิญสิ่งอื่นที่ยิ่งกว่า งานเดินขึ้นดอยนี้วัดใจท่านตั้งแต่คิดจะขึ้นแล้วครับ ขึ้นไปแล้วก็สู้กับใจตนเองตลอดทางว่าจะไปต่อหรือจะล้มเลิกดี วัดความตั้งใจของท่านว่าจะเอาชนะตัวเองได้ไหม จะว่าไม่ได้อะไรเลยก็ไม่ใช่นะครับ เป็นการฝึกเอาชนะตนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในชีวิตประจำวันเรามักจะแพ้จิตใจของตนเองเสมอ ถ้าท่านอยากรู้ว่าการต่อสู้กันในจิตใจนั้นเป็นอย่างไร ลองมาขึ้นดูครับ อีกอย่างบนนั้นเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุเอาไว้ การตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะต้องไปให้ถึง ย่อมยังประโยชน์เพื่อก่อสร้างบารมีในจิตใจตนเองได้เป็นอย่างดีครับ

 

หลังจากผ่านพ้นไร่สตรอเบอรี่ไปแล้ว ก็เข้าป่าเลยครับ การขึ้นไปปีละครั้ง ทางเดินย่อมจะเลือนลางบ้าง ดังนั้นก็ต้องอาศัยคนในพื้นที่ไปด้วยครับ ไม่งั้นมีหลง แต่ถึงจะหลงไปอีกเส้นทางก็ยังจะเจอทางออกอยู่ดีไม่ต้องกลัวครับ เพียงแต่ท่านอาจจะต้องเดินไกลกว่าคนอื่นๆเท่านั้นเอง

 

ในระหว่างทาง เราก็จะเดินลัดเลาะไปตามสภาพป่าของดอยอินทนนท์ที่เป็นป่าอนุรักษ์ซึ่งก็จะเห็นว่าเป็นป่าดิบชื้นอย่างที่เห็น มีต้นไม้ใหญ่ค่อนข้างเยอะ และมีความชื้นที่สูงมาก

 

เนื่องจากมีไม้ใหญ่เยอะ ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะเดินกลางแดด เพราะร่มตลอดทาง จนกว่าจะไปถึงสันเขา  และอย่างที่บอกขาขึ้น ก็อย่าคิดว่าจะมีทางลงครับ ขึ้นอย่างเดียว ผู้ร่วมทางก็มีตั้งแต่เด็กเล็กๆไปจนถึงคนแก่ๆเลย









ระหว่างที่ไต่ระดับไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่าตัวเองขึ้นมาอยู่ที่สูงมากแล้ว  มองเห็นเทือกเขาตามบรรยากาศของทางเหนือได้ไกลสุดตา และยิ่งสูงขึ้นไป เราก็จะพบว่าหมอกแรงๆ มันใกล้ตัวเข้ามาเรื่อย พร้อมๆกับอุณหภูมิที่ลดต่ำลง



 

เมื่อโผล่ถึงสันเขา ก็เหลือระยะทางให้เดินอีกประมาณ 2 กม โดยเดินไปตามสันเขาอย่างที่เห็น ซ้ายก็ลงดอย ขวาก็ลงดอย จึงต้องเดินดีๆ ให้มีสติ พลาดไปก็ไหลลงดอยไปเลย

 

ตรงสันดอยนี้ ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่พักกินข้าวกลางวัน เพราะเริ่มเดิน 7 โมงกว่า มาถึงสันเขาก็เกือบเที่ยงกันแล้ว แต่ถ้าใครแข็งแรงก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็มาถึงแล้วครับ เหลืออีกดอยเดียวก็ถึงจุดหมายแล้ว อดทนอีกนิด ไปต่อให้ได้ ไหนๆก็มาแล้ว ช่วงนี้ใจมันชวนลงแล้วหล่ะ อย่าไปเชื่อมันครับ ไปต่อๆ







ถ้าถามว่าน้ำจากป่ามาจากไหน รูปพวกนี้คงให้คำตอบได้ดี ถ้าไม่มีป่าแล้วใครจะดึงเอาน้ำจากอากาศลงมาหล่ะครับ ธรรมชาติเขาออกแบบมาดีแล้ว ก็มีแต่พวกเห็นแก่ตัวที่ชอบตัดไม้และแถมยังตัดแหล่งน้ำของตนเองไปอีก คนพวกนี้เวลารับกรรมก็เจออย่างหนักเลยทีเดียว เหตุเพราะทำกรรมกับคนอื่นไว้มาก

  









เหลือทางเดินอีกนิดเดียว ที่จะวัดใจเราว่าจะขึ้นไปได้หรือไม่  ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไปต่อนะครับ เพราะก็เห็นๆว่าอยู่ตรงหน้าอีกอึดใจเท่านั้นเอง อย่ายอมแพ้ครับ ตั้งใจแล้วต้องทำให้ได้

  

หลังจากฝ่าป่าใหญ่มานับ 3 - 4 ชั่วโมง ก็มาถึงยอดดอยจนได้ คนที่มาถึงก่อนเที่ยงก็มากินข้าวกันที่นี่ ส่วนคนที่กินข้าวมาแล้ว พักนิดก็ช่วยกันเตรียมสถานที่ เพื่อทำพิธีสักการะกัน



อยู่ข้างบนนี้ ต้องตั้งสติให้ดีนะครับ รอบตัวคือผา พลาดไปก็ไปเกิดใหม่ทันทีเลยครับ จะทำอะไรดูหน้า ดูหลังให้ดี เคลื่อนที่อย่างมีสติ อย่าเล่นกัน เพราะอาจจะได้เล่นเพียงครั้งเดียว

บรรยากาศข้างบนเป็นอย่างไร ต้องดูจาก Video ด้านล่างนี้นะครับ เสื้อกันหนาว ตอนเดินไม่ได้ใช้ แต่ขึ้นมาแล้ว อุณหภูมิลดฮวบฮาบ แถมมีลมตลอดเวลา ถ้าไม่มีเสื้อกันหนาว ก็นั่งสั่นอย่างเดียวครับ หมอกปกคลุมแทบจะตลอดเวลา แสงอาทิตย์ส่องได้เป็นแป็บๆ แต่ถ้าไม่มีหมอก ก็บอกได้เลยว่าร้อนมากๆครับ



ใครที่ต้องการจะไปปีหน้า ก็ติดตามข่าวสารได้จาก web ของวัดนะครับ วัดถ้ำดอยโตน  นอกจากไปสักการะพระธาตุแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมวัดใจตัวเองคือการมาเข้าเรียนวิปัสสนากรรมฐาน 7 วัน อันนี้ยิ่งกว่าไปขึ้นดอยอีกนะครับ แต่เป็นวิชาที่ต้องเรียนติดตัวไว้ เพราะได้ใช้ตอนเราจะจากโลกนี้ไป มาพัฒนาสติให้รู้เท่าทันนะครับ

ขอบคุณที่ติดตามครับ

บทความ : DIY Knight