วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา สิ่งที่เห็นอยู่คู่กับการทะลักเข้ามาของนักท่องเที่ยวขาวจีนก็คือ จักรยานสีส้มติดยี่ห้อ Mobike ซึ่งจอดกันเกลื่อนเมืองเชียงใหม่

ซึ่งเจ้าของ Mobike ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนจีนนั่นแหละ เขาเห็นว่า นทท.จีน ของเขาคุ้นเคยกับ Mobike ในประเทศจีนอยู่แล้ว จึงแบ่งเอาจักรยานส่วนหนึ่งมาไว้ที่เชียงใหม่ เป้าหมายหลักก็น่าจะเป็น นทท.จีน ที่เข้ามาเที่ยวในเชียงใหม่นั่นแล ( เป้าหมายรองก็น่าจะเป็นคนจีนที่ย้ายมาอยู่เชียงใหม่นะ เยอะจนเกือบซื้อเชียงใหม่ได้ละ )

วันนี้ได้มีโอกาสแวะจอดรถใกล้ๆกับเจ้า Mobike 1 คัน ก็เลยลากมารีวิวเสียหน่อยว่าใช้งานยากง่ายประการใด ส่วนตัวก็ชอบ Concept ของเขานะ เจอที่ไหนก็ใช้ได้ แถมเอาไปจอดที่ไหนก็ได้เช่นกัน

มาดูกันว่าเป็นอย่างไร


อย่างแรกถ้าคิดจะใช้งานเจ้า Mobike นี้ก็ต้องติดตั้ง Apps ของเขาเสียก่อน ได้ทั้ง iOS และ Andriod  เมื่อทำการติดตั้งได้แล้ว ก็เติมเงินให้เรียบร้อยก่อนนะครับ นอกจากเขาจะมี promotion ปั่นฟรี อันนี้ก็ติดตามได้ใน app ครับ


ก่อนอื่นมาดูสภาพภายนอกกันก่อน เท่าที่สังเกตุเจอ Mobike มีแบบโซ่และแบบเพลา ตัวที่ทดสอบนี่เป็นแบบโซ่ธรรมดา แต่ยางไม่ธรรมดาแหะ ไม่แน่ใจว่ายางตันหรือเปล่า เพราะไม่มีที่เติมลม แต่ลองบีบดูกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้แข็งแบบยางตันน่ะ


รถทุกคันก็จะมี serial number ติด พร้อมกับอุปกรณ์ GPS บอกตำแหน่งว่ารถอยู่ไหนแล้ว อันนี้ต้องยกให้ความ Hitech ของจีน ตรงที่อุปกรณ์ GPS ของเขากินไฟน้อยมาก เท่าที่เจอก็คือมีแผง Solar Cell ติดอยู่ตรงตะกร้าหน้ารถเพื่อชาร์จไฟให้ระบบ GPS และระบบปลด Lock


โครงสร้างโดยรวมถือว่าค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะรถหลายตีนหลายมือแบบนี้ ต้องทำให้แข็งแรงเอาไว้ก่อน


เบาะก็สามารถปรับความสูงให้พอเหมาะกับคนขี่ได้ง่ายๆ แค่ดึงก้านปรับออกมา แล้วก็ขยับความสูงของเบาะได้เลย ได้ที่แล้วก็ lock โดยการกดก้านให้เข้าที่ เท่านั้นเอง


หัวใจหลักของ Mobike ทุกคันอยู่ที่ตรงนี้ เข้าใจว่าอุปกรณ์ GPS และวงจรปลด Lock เก็บที่นี่ นอกจากนี้ก็ยังเก็บ sim เอาไว้ติดต่อกับระบบ 3  หรือ 4 G อีกด้วย และเข้าใจอีกว่าคงจะทำวงจรป้องกันการแกะอุปกรณ์ส่วนนี้เอาไว้ด้วย เพราะถ้าจะ hack ก็ต้องทำส่วนนี้แหละ 555 ไม่ดี ไม่ดี ว่าแต่ไปหาประแจหัวสามเหลี่ยมมาก่อน ไม่น่าจะมีขายทั่วไปนะเนี่ย


ส่วนระบบการทำงานหลักของ Mobike ก็ต้องอาศัยเจ้า QR Code นี้ เมื่อเราทำการ scan ด้วย apps ของเขา วงจรก็จะส่งรายการ scan ผ่านเครือข่าย 4G ไปที่ server ของเขา แล้วก็ตรวจสอบว่าผู้ใช้มีเงินพอหรือเปล่า ถ้าพอก็จะส่งคำสั่งปลด lock มาที่ Mobike คันนี้ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาราว 1 - 2 วิ ก็ถือว่าไวพอสมควร


ตัว Apps ของเขาจะทำการส่งตำแหน่งของจักรยานทุกคนที่มีไปที่ server เพื่อให้เราเห็นว่า ตอนนี้มีจักรยานคันไหนอยู่ใกล้เราบ้าง เมื่อเราเติมเงินเข้าสู่ระบบแล้ว ก็กด unlock ด้านล่างเพื่อทำการ scan qr code เลย


จากนั้นก็เอามือถือไปส่องเลย ใกล้ๆหน่อย นอกจากนี้เรายังสามารถจองคันที่เรากำลังปั่นนี้ไว้ 15 นาทีก็ได้นะ กรณีที่เราต้องการใช้งานต่อ เช่น ปั่นไปซื้อของ 7-11 แล้วเอาไปจอดหน้าร้าน ถ้าไม่จองคนอื่นก็คว้าไปได้น่ะสิ แล้วก็ยังมีอีกปุ่มสำหรับสั่งเปิดไฟหน้ากรณีปั่นกลางคืนอีกด้วยนะ 



เมื่อทำการ scan เสร็จ หากทุกอย่างถูกต้อง ก็จะมีเสียง ปี๊ปๆ ดังขึ้นมา พร้อมกับตัว lock ปลดให้เรียบร้อย

จากนั้นก็เอาไปปั่นได้เลย


การคิดราคาสำหรับเมืองไทย คือ 10 บาทต่อ 30 นาที ซึ่งก็ ok นะ ไม่แพงเกินไป 30 นาทีนี่ ปั่นได้หลาย km อยู่ และมันเหมาะสำหรับในเมืองมาก เพราะความเป็นจักรยาน สามารถซอกแซกไปทั่ว แม้กระทั่งทางย้อนศร (แต่ระวังตัวเองดีดีนะครับ) เท่าที่ทดสอบปั่นดู ก็ดีทีเดียวครับ ไม่แตกต่างจากจักรยานทั่วไปเท่าไร

ตัว app เองยังแสดงพลังงานที่ใช้ไปด้วย แต่ไม่เข้าใจว่า Cabon คืออะไรหว่า ปั่นไป 12 นาที ก็อยู่ใน rate 10 บาทครับ


นอกจากนี้ถ้ามี coupon ก็สามารถเอามาใช้งานปั่นฟรีได้เช่นกัน ส่วนการตั้งค่าการชำระเงินก็อยู่ใน setting ข้างล่างนะครับ


มาถึงตอนเลิกใช้งาน วิธีการก็คือให้กด lock เองครับ ต้องกดนะครับ ไม่งั้นระบบนับเวลาไปเรื่อยๆ ถ้าลืมก็จะโดนกินตังค์ไปเรื่อยๆเช่นกัน แต่เข้าใจว่าระบบจะพยายาม lock เองถ้าไม่มีการเคลื่อนที่ในระยะเวลาที่กำหนด อันนี้ไม่ได้ลองครับ เปลืองตังค์



เมื่อระบบทำการ lock เรียบร้อย เวลาก็จะหยุดนับเช่นกัน พร้อมกับมีเสียงเตือนว่า lock แล้ว ข้อดีที่ชอบมากก็คือมันเป็นจักรยานที่ใช้ชั่วคราว เมื่อปั่นไปถึงที่หมายแล้วก็ทิ้งมันไปได้เลย ให้คนอื่นเอาไปปั่นต่อ เราไม่จำเป็นต้องมาคอยเป็นห่วงจักรยานเลย


ในกรณีที่เราปั่นเสร็จแล้วแต่ lock ไม่ได้ ที่ตัว app ก็จะมีปุ่มให้รายงานว่า lock ไม่ได้เช่นกันนะครับ ส่วนถ้าปั่นไปแล้วมันเจ๊ง ก็รายงานเข้าไปได้เช่นกัน เดี๋ยวเขาส่งช่างมาเก็บไปซ่อมเอง ดีตรงที่เราไม่ต้องมารับผิดชอบเวลามันเจ๊งอีกด้วยครับ 


สรุปแล้ว Mobike เหมาะกับการใช้เป็นครั้งคราว ซึ่งก็ตรงกับวัตถุประสงค์ของเจ้าของอยู่แล้ว ค่าบริการก็ไม่ได้แพงเกินไป เหมาะสำหรับทุกวัย และเหมาะที่สุดสำหรับในเมืองเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง แต่ดูแล้วก็ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไร นอกจากคนจีนเองละกระมัง เพราะคนเชียงใหม่มีรถเครื่องแทบทุกคนอยู่แล้ว 

โอกาสต่อไปจะลองไปขึ้นรถเมล์เชียงใหม่บ้างดีกว่า ซึ่งคงต้องอาศัยระยะเวลาในการเปลี่ยนให้คนเชียงใหม่มาขึ้นรถเมล์ ถ้าขึ้นแล้วไปถึงที่หมายช้ากว่าเดิมมาก หรือ มาไม่ตรงเวลาจนกะเวลาอะไรไม่ได้ หรือไปไม่ทั่วถึง ประมาณว่าจุดที่ต้องการไป รถเมล์ไม่มี อย่างนี้ก็เกิดยากล่ะครับ เอาไว้ได้ขึ้นจะมารีวิวให้นะ

บทความ : DIY Knight